ในที่สุด Sony ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวคอนโซลยุคใหม่ของตัวเองแล้ว จากงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ (ตามเวลาไทยคือเช้าของ 21กุมภาพันธ์ 2013) ซึ่งหัวข้อหลักจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากการเปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นของ PS4 นั่นเอง! และได้บอกไว้ว่ามีกำหนดวางจำหน่ายคร่าวๆ ไว้ในช่วงเทศกาลในปี 2013 แต่ในส่วนของราคายังไม่มีการพูดถึง ส่วน Spec เบื้องต้นก็ตามนี้เลย
- 8GB unified system memory
- X86 processor
- Local storage HDD
- “Enhanced PC GPU”
- “Supercharged PC architecture”
บนเวทีแถลงข่าว มีการโชว์ตัว DualShock 4 ซึ่งพัฒนาจากของ PS3 โดยเพิ่ม touch-sensitive area (ระบบสัมผัส), ปุ่ม “Share” และระบบ 3D positioning ซึ่งเป็นตัวรับส่งตำแหน่ง (คาดว่าจะเอามาเล่นคล้ายๆ จอยมูฟได้) แต่ยังไม่มีการเปิดเผยหน้าตาของเครื่อง PS4 ในงานแต่อย่างใด (ได้เห็นแค่จอย)
ระบบดาวน์โหลดเกมของ PS4 จะเอื้อประโยชน์สำหรับพวกเน็ตช้ามากขึ้น โดยจะแบ่ง data ของเกมเป็นส่วนๆ หากส่วนแรกของเกมดาวน์โหลดเสร็จแล้ว ผู้เล่นสามารถเล่นได้ทันที ขณะที่กำลังโหลดส่วนอื่นๆ ต่อไป ไม่ต้องรอโหลดรวดเดียวทั้งเกมจึงจะเล่นได้แบบปัจจุบัน นอกจากนี้ยังสามารถอัพเดต patch ขณะที่ปิดเครื่องได้อีกด้วย
Sony ได้คอนเฟิร์มว่า PS4 นี้จะใช้ระบบ Gaikai (ไก่ไข่?) ซึ่งเป็นระบบ cloud network services ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างบริษัท Gaikai และ Sony ในการสร้าง “Social network for Gaming” โดยที่เราสามารถแชร์การเล่นของเราผ่านระบบที่ว่านี้ได้ ด้วยการกดปุ่ม Share บนจอย ผู้เล่นสามารถ ”broadcast” วีดีโอการเล่นของเราสดๆ ให้เพื่อนๆ ดูได้เลย พร้อมกันนี้ยังสามารถแชท, แนะนำการเล่น หรือแม้แต่เข้าไปเล่นแทนได้เลย เพื่อสร้างประสบการร์เหมือนนั่งเล่นอยู่ด้วยกัน นอกจากนี้ ระบบ ”remote play” ยังสามารถเล่นเกมของ PS4 บนเครื่อง Vita ได้ทันที!! (ใช้ตัวครื่องของ Vita แทนจอยและหน้าจอ)
สำหรับใครที่มี PS3 อยู่แล้ว ตามข้อมูลบอกไว้ว่าจะไม่สามารถเล่นเกมจากเจนเก่าๆ ได้โดยตรง แต่มีการยืนยันแล้วว่า จะมีการใช้ระบบ Gaikai Network ให้กับเกม PS3, PS2 และ PS1 ด้วย นอกจากความสามารถในการเล่นเกม PS4 ยังมี app ต่างๆด้วย เช่น Netflix, Hulu Plus, Amazon, Facebook, Crackle และอื่นๆ อีก
ภายในงาน มีการเปิดตัวเทรเลอร์วีดีโอตัวอย่างเกมต่างๆ เรามาดูกัน




ระยะเริ่มแรกที่มนุษย์ได้คิดค้นประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะเป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ได้ถูกใช้ทำงานด้านการคำนวณทางวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่แล้วจึงนำมาใช้เก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลทางด้านธุรกิจในเวลาต่อมา ระยะแรกนี้เรียกว่าระยะการประมวลผลข้อมูล (data processing age) ข้อมูลที่ได้มาจะต้องผ่านการประมวลผลให้ได้เป็นสารสนเทศก่อน จึงนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ วิธีการประมวลผลข้อมูลจะเริ่มตั้งแต่การรวบรวมจัดเก็บข้อมูล เมื่อได้ข้อมูลแล้วต้องได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง แบ่งกลุ่มจัดประเภทของข้อมูล เช่น ข้อมูลตัวอักษรซึ่งเป็นชื่อหรือข้อความก็อาจต้องมีการเรียงลำดับ และข้อมูลตัวเลขก็อาจต้องมีการคำนวณ จากนั้นจึงทำสรุปได้เป็นสารสนเทศออกมา ถ้าข้อมูลที่นำมาประมวลผลมีจำนวนมากจนเกินความสามารถของมนุษย์ที่จะทำได้ในเวลาอันสั้น ก็จำเป็นจะต้องนำคอมพิวเตอร์มาช่วยเก็บและประมวลผล เมื่อข้อมูลอยู่ภายในคอมพิวเตอร์ การแก้ไขหรือเรียกค้นสามารถทำได้ง่ายและสะดวก ขณะเดียวกันการทำสำเนาและการแจกจ่ายข้อมูล ก็สามารถดำเนินการได้ทันทีงานที่เกิดขึ้นจากการประมวลผลข้อมูลมักเก็บในลักษณะแฟ้มข้อมูล ตัวอย่างเช่น การทำบัญชีเงินเดือนของพนักงานในบริษัท ข้อมูลเงินเดือนของพนักงานที่เก็บในคอมพิวเตอร์จะรวมกันเป็นแฟ้มข้อมูลที่ประกอบด้วยชื่อพนักงาน เงินเดือน และข้อมูลสำคัญอื่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเรียกแฟ้มเงินเดือนมาประมวลผลและสรุปผลรวมยอดขั้นตอนการทำงานจะต้องทำพร้อมกันทีเดียวทั้งแฟ้มข้อมูล ที่เรียกว่า การประมวลผลแบบกลุ่ม (batch processing)แต่เนื่องจากระบบงานที่เกิดขึ้นภายในองค์การค่อนข้างซับซ้อน เช่น รายได้ของพนักงานที่ได้รับในแต่ละเดือน อาจไม่ได้มาจากอัตราเงินเดือนประจำเท่านั้น แต่อาจมีค่า นายหน้าจากการขายสินค้าด้วย ในลักษณะนี้แฟ้มข้อมูลการขาย จะสัมพันธ์กับแฟ้มข้อมูลเงินเดือน และสัมพันธ์กับแฟ้มข้อมูลอื่นๆ เช่น ค่าสวัสดิการ การหักเงินเดือนเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ระบบข้อมูลจะกลายเป็นระบบที่มีแฟ้มข้อมูลหลายแฟ้มเชื่อมสัมพันธ์กัน และโปรแกรมคอมพิวเตอร์เรียกแฟ้มข้อมูลเหล่านั้นมาจัดการให้เป็นไปตามที่ต้องการ ระบบนี้เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล (database system)